วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

SEO OFF PAGE คือ



off page คือ ปัจจัยภายนอก แบบหนึ่งของการทำ Cซึ่งจะไม่เหมือนก็ทำ on page  ที่เน้นการปรับแต่งภายในเว็บเท่านั้น
วิธีการทำ off page คือ การหา Link เข้ามาที่เว็บหลัก (โดเมนหลัก) นั่นเอง หรือ จะทำกับเพจย่อยก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา แต่ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับหน้าหลักมากกว่า การหาลิ้งค์มีอะไรบ้าง ก็เช่น การ Submit Directory การ Submit Bookmark การ โพสบทความ การติดลิ้งค์ในเว็บบอร์ด หรือ โปรไฟล์เว็บอื่นๆ การทำสะพานบอท การทำ link wheel เป็นต้น จะเห็นว่าทั้งหมดจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ภายในเว็บเลย เราต้องหาลิ้งค์เข้ามาที่เว็บหลักเป็นส่วนใหญ่ จึงเรียกว่า off page (SEO off page)
สิ่งที่ไม่ควรทำ off page คือ พวกสแปมลิ้งค์ทั้งหลาย หรือ การทำสะพานบอท ลิ้งวีล เพราะช่วงนี้ google ออกอัลกอลิทึมใหม่มา อาจจะทำให้เว็บมีปัญหาได้ เพราะฉะนั้นต้องเลือกการทำลิ้งค์ที่มีคุณภาพ มาทำจึงจะเกิดประโยชน์กับเว็บของเรา
ประโยชน์ที่ได้จากการทำ off page คือ การที่เราทำ SEO off page ก็เพื่อให้ได้ backlink เข้ามาที่เว็บเราเยอะๆ เมื่อได้ลิ้งค์เข้ามาเยอะๆ ก็จะทำให้อันดับเว็บเรานิ่งขึ้น และ เว็บก็อาจจะได้รับค่า PR ที่ดีขึ้นด้วย รวมถึงอาจจะได้ Traffic เพิ่มขึ้นจากการเข้าชมผ่านลิ้งค์ต่างๆที่เราไปฝากไว้
หวังว่าจะได้รับความรู้เรื่อง SEO off page กันบ้างไม่มากก็น้อยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

SEO on page คือ


on page คือ การทำ SEO แบบหนึ่ง ที่เราสามารถควบคุมได้ ปรับแต่งได้ เริ่มตั้งแต่ ชื่อโดเมน (Domain name) title description คีย์เวิร์ดต่างๆ ชื่อไฟล์ต่างๆ รวมไปถึงเนื้อหาภายในเว็บ การทำลิ้งค์ภายในเว็บ และการควบคุมลิ้งค์ออกให้น้อยที่สุด รูปภาพต่างๆ ภายในเว็บก็สามารถปรับได้เช่นกันสรุปก็คือ อะไรก็ตามที่อยู่ในส่วนที่เราสามารถปรับแต่งได้ จัดการได้ ควบคุมได้ ภายในเว็บของเรา เรียกว่า on page หรือ (SEO on page) นั่นเองสิ่งที่ไม่ควรทำ กับ on page ก็คือการสแปมเว็บ เช่นการทำ เนื้อหาซ้ำๆเยอะๆ การใส่คีย์เวิร์ดที่มากเกินไปใน 1 หน้าเว็บเพจ กรทำลิ้งค์ออกมากเกิน 100 ลิ้งค์ ใน 1 หน้าเว็บเพจ เป็นต้นประโยชน์ ของการทำ on page คือ ถ้าเราปรับแต่งเว็บได้สวยถูกใจ ทั้งคนที่เข้ามาชมเว็บ และ ถูกใจ search ก็จะทำให้เว็บเรามีทั้งอันดับที่ดี และ ผู้เข้าชมเว็บจำนวนมากได้อย่างสบายๆก็หวังว่าบทความเรื่อง on page จะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ ต่อความต่อไปจะพูดถึงเรื่อง SEO off page กันบ้าง

A .
noun: defecation

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Keyword คือ


Keyword กุญแจสู่ความสำเร็จ




เขียนเกริ่นเริ่มต้น ว่า Keyword เป็นกุญแจสำหรับเปิดเข้ามาเว็บไซต์ของคุณซะเป็นเรื่องเป็นราว จริง ๆ แล้ว Keyword ก็คือคำค้นนั้นเอง ทุก ๆ ครั้งที่คุณหาข้อมูลผ่าน Search Engine อยางเช่นเสิร์ชผ่าน Google.co.th คำที่คุณเอามาค้นหานั่นละ ที่เรียกว่า คำค้น หรือ Ketword เมื่อคุณค้นหาแล้วคุณจะเห็นข้อมูลเว็บไซต์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นมาให้คุณคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ต่าง ...
Keyword ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการทำ SEO เปรียบเสมือนกุญแจแห่งความสำเร็จของเว็บไซต์ของคุณ เสมือนหนึ่งเว็บไซต์ของคุณเปิดประตูตอนรับผู้เสียมชม ซึ่งจะทำให้มีผู้เข้าเยียมชมเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น
มาถึงตรงนี้ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีเว็บไซต์ หรือดูแลเว็บไซต์ คุณก็คงอยากให้เว็บไซต์ของคุณไปปรากฏในผลการค้นหาเป็นแน่ ล้านๆ !!เปอเซนต์ ต้องอยากให้คนเสิร์ชพบเว็บไซต์ของเราแน่นอน เพราะหากมีเว็บไซต์เราปรากฏด้วย นั้นก็จะเป็นความไปได้ที่คนจะคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณนั้นเอง
และนี่คือการวิเคราะห์หา Keyword 

ตัวอย่าง 
การหา Keyword สำหรับเว็บไซด์ร้านขายหนังสือมือ 1 และมือ 2

1. เลือกจากวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมา
จะได้ Keyword เช่น ขายหนังสือ, หนังสือมือสอง, หนังสือลดราคา

2. เลือกจากกลุ่ม กลุ่มสินค้าหลัก ๆ หรือบริการหลัก จะได้ Keyword เช่น หนังสือคอมพิวเตอร์, พอกเก็ตบุ๊ค, วรรณกรรมเยาวชน ,หนังสือจีน กำลังภายใน, นิยาย, นิยายแปล. ตำราเรียน, การ์ตูน ฯลฯ

3 เลือกจากชื่อสินค้า หรือบริการ ซึ่งเป็น Keyword แบบเจาะจง
เป็นคำเฉพาะปรากฏบนเว็บไซต์ จะได้ Keyword เช่น สามก๊ก, แฮรี่พอเตอร์, มังกรหยก, จอมคนแผ่นดินเดือด ฯลฯ
 
ตัวอย่างข้างต้นในเป็นการยกตัวอย่างให้ท่านพิจารณาแบบคร่าว ๆ ซึ่งในความเป็นจริง คำที่จะนำมาใช้ในเว็บไซต์ของท่าน ควรเป็นคำที่มาปรากฏอยู่ตามหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ของท่าน ซึ่งโดยมาแล้วจะปรากฏอยู่ในตำแหน่งต้น ๆ ของหน้าเพจ และมีความถีสูง (ถูกกล่าวถึงบ่อย มีคำ ๆ นี้กระจายปรากฏอยู่ในหน้าเพจ) 
 
สิ่งที่ท่านจะเห็นบ่อย ๆ และชัดเจน ว่ามีคำ Keyword อยู่และอยู่ในตำแหน่งที่ดี นั้นก็คือส่วนของหัวข้อ และย่อหน้าแรกของเนื้อหา หากมองกลับในอีกมุมมองหนึ่งนั่นก็คือ เมื่อคุณใส่ขอมูลเนื้อหาแต่ละหน้า คุณต้อง Optimization เนื้อหาของคุณด้วย โดยกรรมหนด Keyword ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และทำให้ Keyword กระจายไปทั่วเพจ (แต่ไม่ควรมาก หรือติดกันจนเกินไป ไม่งั้นอาจจะโดน Ban จาก Search Engine ได้) ดูการจัดว่าง Keyword ได้ที่
การจัดการเว็บเพจ ให้ถูกหลัก SEO


ทำไมต้องทำเว็บไซท์ให้ Google รู้จัก

ปัจจุบันธุรกิจที่ต้องการมีเว็บไซท์เป็นของตัวเอง ก็เนื่องจากช่องทางการสื่อสารในโลกปัจจุบันได้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งอีเมล์ ตอบลูกค้า การใช้อีเมล์ภายในองค์กร รวมไปถึงการมีเว็บไซท์เพื่อที่จะเป็นหน้าตาทางการค้าของบริษัท การมีเว็บไซท์นั้นนับเป็นสิ่งที่ดี จะเห็นได้ว่าธุรกิจไหนไม่มีเว็บไซท์ นั่นอาจจะหมายถึงธุรกิจนั้นไม่มีตัวตนอยู่เลยก็ได้


แลัวทำไมต้องให้ Google มารู้จักเว็บเรา

การทำการตลาดแบบ Offline อย่างเช่นการพิมพ์เว็บไซท์ของเราที่นามบัตร โปรชัวร์ หรือ ป้าย display ต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้คนรู้จัก แต่คงจะปฏิเสธไม่ได้หากธุรกิจของเราจะถูกเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้ารายใหม่ ๆ ทางอินเทอร์เน็ต ต้องขอขอบคุณสมองของคนเราที่จะจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ จนบางครั้งชื่อเว็บไซท์อาจกลายเป็นเรื่องที่สมองเราไม่ได้จดจำก็เป็นได้

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีโอกาสได้เดินทางผ่านสถานทีึ่ก่อสร้างคอนโดใหม่ ๆ ส่วนใหญ่แล้วจุดที่ก่อสร้างจะมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ แสดงรายละเอียดโครงการ ในรายละเอียดนั้นได้มีการแสดงเว็บไซท์ของโครงการนั้น ผมคิดว่ามีเพี่ยงไม่กี่คนที่สามารถจำเว็บไซท์นั้นได้อย่างแม่นยำ

พฤติกรรมของคนในยุคนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการค้นหาเป็นหลัก ไม่ว่าจะไปไหน อยากทารอะไร สถานที่อยู่ที่ไหน หรือ เพียงแค่ค้นหาคอนโดที่กำลังสร้างใหม่แถวสีลม ธุรกิจไหนที่มีเว็บไซท์ขึ้นที่หน้าแรก ไม่ว่าจะเป็นของ Google, Yahoo, หรือ Search Enging อื่น ๆ ก็จะมีผู้เข้ามาชมมากกว่า เว็บที่ Google ไม่รู้จัก

ในบทความหน้า ผมจะอธิบายว่าจะทำอย่างไรให้ Google รู้จัก และ อธิบายถึงการลงโฆษณาใน Google ครับ

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Host คืออะไร


Host คืออะไร
Host ( Hosting, Web Hosting ) เป็นบริการให้เช่าพื้นที่ในการนำเว็บไซต์มาฝาก เพื่อให้เว็บไซต์คุณสามารถออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้ โดยเป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ คือ ผู้ใช้บริการไม่ต้องยุ่งยากกับระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ เพราะทางผู้ให้บริการ Host จะเตรียมการทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อย แต่คุณต้องทำการ จดโดเมน ก่อนแล้วจึงมาเช่า Host เพื่อเก็บเว็บไซต์
การเลือก Host ให้กับเว็บไซต์คุณ
1. Host ตั้งอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศให้คุณดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาที่เว็บของคุณ คือใคร หากเป็นลูกค้าในประเทศ ก็ควรเลือก Host ที่ตั้งอยู่ในประเทศ เพราะเวลาลูกค้าคุณเข้ามาดูข้อมูลในเว็บไซต์คุณ ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งไปหาข้อมูลที่ต่างประเทศ แต่หากลูกค้าคุณเป็นลูกค้าต่างประเทศ ก็ควรเลือก Host ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงของลูกค้าคุณจะได้รวดเร็วกว่าที่จะต้องเข้ามาดูข้อมูลที่ เก็บไว้ที่ Host ในเมืองไทย ขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ต้องพอเพียงกับข้อมูลของ Web Site ที่จัดทำ

2.ปกติพื้นที่ขนาด 5 MB ก็เพียงพอต่อการนำเว็บไซต์ทางธุรกิจทั่วไป ที่มี่ภาพและข้อมูล ยกเว้นแต่หากท่านจะมีข้อมูลเป็นจำนวนมากๆ เช่น ข้อมูลรูปภาพหรือไฟล์เอกสารต่างๆ ที่จะเปิดให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดได้หลายรายการ และแต่ละไฟล์มีขนาดใหญ่ ท่านอาจจะต้องพื้นที่เพิ่ม และบางแห่งจะนำ พื้นที่ ๆ เก็บ E-mail มานำไปคิดรวมกับพื้นที่ ๆ เก็บไฟล์ข้อมูลของเว็บไซต์คุณ ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ของเว็บไซต์ท่านไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ เพราะจะต้องใช้ร่วมกับ E-mail ซึ่งต้องเช็คกับทางผู้ให้บริการ ก่อนตัดสินใจใช้ E-mail Box แยกออกจากพื้นที่เก็บไฟล์ข้อมูลเว็บหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หากรวมกัน ท่านอาจจะต้องการพื้นที่ Host อย่างน้อย 15 MB เป็นอย่างต่ำ จะมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งไหมในเว็บของคุณ?
3.ถ้าหากเว็บไซต์คุณมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งในการทำเช่น เว็บบอร์ด, โปรแกรมส่งเมล์หาสมาชิก (Mailing List), หรือ โปรแกรมการเก็บฐานข้อมูล (Database) คุณควรจะเช็คกับทางผู้ให้บริการ Host ว่า Server ของเค้าเป็น OS อะไร ถ้าหากเป็น Windows ก็สามารถใช้กับ ภาษาในการเขียนโปรแกรมได้แก่ ASP, PHP, Perl ได้ แต่หากเป็น Linux ก็จะสามารถใช้ได้แค่ PHP, Perl เท่านั้น หรือบางท่านอาจจะต้องการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย ก็อาจจะต้องใช้บริการ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแบบ SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งจะเหมาะกับเว็บไซต์ทีทำ E-Commerce ทดสอบคุณภาพการบริการทางอีเมล์
4.คุณอาจจะลองเมล์ไปสอบถามคำถามต่าง ๆ กับทาง Support แล้วลองดูระยะเวลาการตอบกลับอีเมล์ปัญหาของคุณ ว่าใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าการตอบแต่ละครั้งใช้เวลานาน (ไม่ควรเกิน 1 วัน) แบบนี้ก็ไม่น่าที่จะเลือกใช้บริการ ลองส่งเมล์ไปสอบถามซัก 4-5 ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้ เพื่อดูความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า และ ความใส่ใจในการบริการ ของผู้ให้บริการ ราคาไม่ใช่ตัวบอกถึงคุณภาพการบริการเสมอไป
5.Host ที่มีราคาแพง ไม่จำเป็นว่าจะมีประสิทธิภาพ และบริการที่ดีเสมอไป ในการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจ Host คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อซื้อบริการที่ดีกว่า คำว่า “ของดีราคาถูก” ยังมีอยู่ให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ช่องทางการติดต่อกับผู้ให้บริการ
6.ควรจะมีหลาย ๆ ช่องทางในการที่จะติดต่อกับผู้ให้บริการได้ เผื่อในกรณีที่เกิดปัญหาจะได้ติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ทั้งเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน, โทรศัพท์มือถือ และทางอีเมล์ ผู้ให้บริการ Host บางรายแม้ว่าจะมีการให้บริการที่ดี แต่ถ้าคุณสามารถติดต่อได้แค่ทางอีเมล์แล้ว นั่นก็หมายถึงว่าคุณจะต้องรอรับการ บริการจากทางอีเมล์เท่านั้น
ระหว่าง Windows Hosting และ Linux Hosting จะเลือกใช้อย่างไร
Windows Hosting และ Linux Hosting คือ Operating System Platform เป็นรูปแบบของระบบปฏิบัติการที่ตัว Host ใช้งาน จะมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการใหญ่ๆ ที่ใช้งานคือ Windows หรือ Linux ซึ่งถ้า Host ที่ใช้ Windows เป็นระบบปฏิบัติการนั่นก็หมายความว่า ภาษาที่ใช้งานก็จะเป็น ASP หรือ ASP.Net และ PHP ส่วน Host ที่ใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการภาษาที่ใช้งานก็จะเป็น PHP ถ้าเว็บไซต์ของท่านเขียนด้วย html อย่างเดียว สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ขอแนะนำให้ใช้เป็น Linux เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
Host ที่ดีจะต้องให้บริการทั้งเครื่องมืออำนวยความสะดวกและคำแนะนำแก่ผู้ใช้ บริการ เพื่อให้สามารถดูแลและแก้ไข website ของตนเองได้ ผู้ให้บริการ Host จะคิดค่าบริการจากการเช่าพื้นที่ในการให้บริการซึ่ง พื้นที่ดังกล่าวใช้สำหรับเก็บข้อมูล website ที่ต้องการนำเสนอ รวมทั้ง E-mail Database รายละเอียดเกี่ยวกับสถิติผู้เข้าชม ฯลฯ

เทคนิคการเลือก Hosting

เทคนิคการเลือก Hosting
เว็บโฮสติ้ง คือ บริการให้เช่าพื้นที่ รับฝากเว็บไซต์บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติแล้วการที่จะมีเว็บไซต์ได้นั้น จะต้องมีระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง อย่างไรก็ตามการที่ทุกเว็บไซต์ต้องติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่สูงมากและต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบตลอดเวลา การใช้งานแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ และธุรกิจที่มีงบประมาณมาก การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เป็นของตนเอง สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กแล้ว การมีเว็บไซต์ในลักษณะนี้จะถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงเกินไปทำให้มีผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งเข้ามาสนับสนุนระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้กับผู้ที่ต้องการมีเว็บไซต์ โดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งหรือ Hosting Service Provider จะให้บริการรับฝากเว็บไซต์ให้กับองค์กรขนาดกลางและเล็กพร้อมทั้งให้บริการดูแลด้านระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้กับเว็บไซต์ที่มาใช้บริการ เพื่อให้สามารถออนไลน์ได้ตลอดเวลา ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจะคิดค่าบริการจากค่าเช่าพื้นที่
ราคาของเว็บโฮสติ้งขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล เจ้าของเว็บไซต์ต้องพิจารณากำหนดขนาดพื้นที่เว็บไซต์ของตนว่าควรมีขนาดเท่าใดและควรมองไปถึงโอกาสการขยายพื้นที่ในอนาคต การคำนวณขนาดพื้นที่เว็บไซต์ที่ต้องการใช้การประมาณจาก จำนวนหน้าของเว็บไซต์ที่ต้องการ เช่นต้องการ 50 หน้า และประมาณการว่าแต่ละหน้าประกอบด้วยเนื้อหาและรูปภาพจำนวนเท่าไร ตามปกติเนื้อหาจะใช้พื้นที่ไม่มากแต่รูปภาพจะใช้พื้นที่มาก หากต้องการมีรูปภาพแต่ละหน้า 10 รูป รวมทั้งเว็บไซต์มี 500 รูป แต่ละรูปให้มีขนาดภาพไม่เกิน 100KB (เพียงพอสำหรับการทำเว็บไซต์ให้สวยงาม และแสดงผลได้เร็ว) จึงใช้พื้นที่รวม 50MB เมื่อเผื่อพื้นที่สำหรับเนื้อหาและการขยายในอนาคตอีก 1 เท่า จึงประมาณการพื้นที่รวม 100MB เป็นต้น
ปริมาณข้อมูลที่รับ – ส่ง หรือ Bandwidth หมายถึงข้อมูลการรับ – ส่ง ระหว่างผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งตามปรกติแล้ว ปริมาณข้อมูล Bandwidth จะไม่แน่นอน ดังนั้นจึงควรเลือกผู้ให้บริการที่ไม่จำกัด Bandwidth แต่ราคาจะสูงกว่ารายที่จำกัด Bandwidth พิจารณาจาก Application ต่าง ๆ ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งบางราย มีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ Application บนเว็บไซต์ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่า Applicationที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการนำมาพัฒนาเว็บไซต์นั้น สามารถใช้ได้กับเว็บโฮสติ้งรายใดบ้าง พิจารณาความเร็วในการรับ – ส่งข้อมูล เว็บโฮสติ้งที่ดีจะต้องสามารถรับ – ส่ง ข้อมูลได้รวดเร็ว และรองรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั้งใน และต่างประเทศได้ พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งที่มีคุณภาพจะคอยดูแลเว็บไซต์ที่อยู่บนเว็บโฮสติ้งนั้นให้มีจำนวนที่เหมาะสม และผู้ใช้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ด้วยความรวดเร็ว

ระบบสำรองข้อมูล เว็บโฮสติ้งที่ดีจะต้องมีระบบสำรองข้อมูล เพื่อป้องกันกรณีฉุกเฉิน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายของข้อมูลในเว็บไซต์ การสำรองข้อมูลตามปรกติจะพิจารณาจากความถี่ในการเก็บข้อมูล และรูปแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สำรองข้อมูลทุกวันแบบครบทุกข้อมูลหรือสำรองข้อมูลทุกวันในบางข้อมูล หรือ สำรองข้อมูลทุกเดือนในบางข้อมูล เป็นต้น

โดเมนเนม ปรกติแล้วการให้บริการเว็บโฮสติ้ง มักคิดค่าให้บริการโดเมนเนมรวมไปด้วย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะนำมาพิจารณาเปรียบเทียบเพราะหากไม่รวมค่าบริการโดเมนเนม ผู้ใช้บริการเว็บไซต์จะต้องเสียค่าบริการโดเมนเนมเพิ่ม

ระบบอีเมล ตามปรกติแล้ว เจ้าของเว็บไซต์จะสร้าง หรือไม่สร้างอีเมลของระบบเว็บไซต์ก็ได้ แต่การมีทีมีอีเมลของระบบเว็บไซต์ตนเองย่อมสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าการใช้ฟรีอีเมล ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ชื่อ abc.com หากเจ้าของเว็บไซต์สร้างระบบอีเมลของตนเองก็สามารถใช้ชื่อ email เป็น info@abc.com หรือ sale@abc.com ฯลฯ ตามความต้องการของเจ้าของเว็บไซต์ ราคาของ hosting ขึ้นกับจำนวน email account ที่ต้องการและพื้นที่รวมของ email account ทั้งหมด

ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น เป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรจะพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการเว็บโฮสติ้งกับผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งรายใด นอกจากนั้น จะต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการว่าจะสามารถดูแลระบบได้อย่างดีหรือไม่เนื่องจากมีผู้ให้บริการรายใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ทำธุรกิจอย่างจริงจังเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ค้นหาผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ได้จากการ search คำว่า Web hosting หรือคำใกล้เคียงกันใน Search Engine

HostGator โฮสนอกที่คุณมองหา



สำหรับการเลือก Web Hosting เพื่อหาเงินออนไลน์นั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงมีอยู่หลาย ๆ อย่าง เช่น 

Traffic หรือ ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ เป็นกลุ่มไหนเป็นคนไทยหรือต่างชาติ 
         ถ้าคุณทำเว็บไทย Hosting ที่คุณเลือกใช้นัันก็ควรอยู่่ในประเทศไทย เพื่อความรวดเร็วในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ 
         ถ้าเป็นเว็บนอก ทราฟฟิคนอก ต้องการล่าเงินดอลล่า ก็ควรเป็น โฮสนอก เหตุผลเดียวกันคือเพื่อ ความรวดเร็วในการเยี่ยมชมเว็บไซต์ และนอกเหนือจากนั้นแล้ว เมื่อคุณเช่า Host นอกอย่าง HostGator ip ของ Host ที่คุณได้ก็จะเป็นไอพีนอก ซึ่งจะส่งผลดีต่อ การทำ SEO หรือการทำเว็บไซต์ให้ได้อันดับดี ใน Search Engine นั่นเอง

สำหรับ HostGator นั้นมีข้อดีหลาย ๆ อย่างที่ผมอยากแนะนำให้คุณใช้ถ้าคุณคิดจะทำเว็บนอก ทราฟฟิคนอก เงินดอลล่า $$  ยิงฟันยิ้ม ผมจะยกเป็นข้อ ๆ แล้วกัน
  • ราคา HostGator เป็นโฮสติ้งราคาถูก เมื่อเทียบกับโฮสนอกเจ้าอื่น ๆ และยังไมีคูปองให้คุณใช้เพื่อรับส่วนลด อยู่ตลอดปี คุณสามารถทำเว็บไซต์ 1-500 เว็บด้วยค่าเช่าเพียง $9.95 usd ต่อเดือน หรือราว ๆ ไม่เกิน 350 บาท เนื่องจาก HostGator Baby Plans นั้นให้คุณใช้ พื้นที่,แบนวิธ และ Add On Domain และ Subdomain ได้ไม่จำกัด
  • ความเร็ว HostGator เป็น โฮสติ้งที่มีความเร็ว และความเสถียรสูง เรียกได้ว่า ถ้าคุณคิดจะประหยัด ด้วยการเช่า HostGator เพื่อเอามาทำ เว็บไทยแล้ว ความเร็วที่ได้รับจะแทบไม่แตกต่างกับคุณเช่าเว็บไทยเลยทีเดียว
  • ความง่าย HostGator นั้นมีระบบจัดการที่ใช้งานง่ายอย่าง cPanel ช่วยให้มือใหม่ในการทำเว็บสามารถใช้ Web Hosting ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และยังมีฟีเจอร์ดี ๆ อย่าง Fantastico De Luxe ซึ่งช่วยให้คุณทำเว็บไซต์ได้โดยการคลิ๊กไม่กี่คลิ๊ก
  • ความน่าเชื่อถือ HostGator เป็น ผู้ให้บริการ Web Hosting ที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ดังนั้นคุณจะได้รับการบริการ และความน่าเชื่อถือ ระดับโลกเช่นกัน บริษัท Hosting ใหญ่ ๆ อย่าง HostGator คงไม่ทำอะไรให้เป็นที่กังวลของนักลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาแน่นอน
  • การรับประกัน สำหรับ HostGator แล้วนั้นนอกจากรับประกันด้วยชื่อเสียงที่ HostGator มีแล้ว ยังมีการรับประกันต่าง ๆ เพื่อความมั่นใจสำหรับผู้ใช้บริการอีกมากมาย เช่น การรับประกันความพอใจคืนเงินใน 45 วัน การรับประกัน uptime (เวลาของการออนไลน์ Webserver) ถึง 99.9%

ดังนั้นถ้าคุณคิดจะหาเงินออนไลน์ อยากได้เงินดอลล่ามาใช้แล้วละก็ ตัวเลือกแรก ที่ผมแนะนำคือ HostGator นี่ล่ะ 
ร่ำรวยกันนะครับ